ภาษีมูลค่าเพิ่ม การกระจายรายได้ ระดับราคา กรณีศึกษาต่างประเทศ

บทที่ 4  การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (ทั้งของไทยและต่างประเทศ)  

 

ภาษีฐานการบริโภค (Consumption Tax) เป็นภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) ซึ่งแตกต่างจากภาษีทางตรงที่เก็บจากฐานรายได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล เงินนำส่งประกันสังคม ซึ่งภาษีฐานการบริโภคจะมีใน 2 ลักษณะ คือ เก็บจากสินค้าและบริการ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value added tax) ภาษีการค้า (Sale Tax) หรือภาษีเก็บบนสินค้าและบริการเฉพาะอย่าง เช่น ภาษีสรรพสามิต โดยเป็นการเก็บจาก สินค้าและบริการที่ต้องการที่ต้องจำกัดการควบคุมการบริโภค ได้ น้ำมัน บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

 การที่ประเทศใดเลือกใช้ระบบภาษีรูปแบบใดนั้นมีปัจจัยหลายประการ โดยจากการศึกษาของ Keen and Lockwood (2007) พบว่าการเลือกใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีการค้านั้นจะขึ้นอยู่กับลักษณะระบบการปกครองของแต่ละประเทศ โดยประเทศที่มีระบบการปกครองในลักษณะมลรัฐ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกามักมีแนวโน้มที่ใช้เลือกใช้ระบบภาษีการค้า แต่กรณีประเทศที่มีรูปแบบเป็นรัฐเดี่ยวมักจะนิยมใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ประเทศในสหภาพยุโรป นอกจากนี้กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เช่น เดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการที่มักมีสัดส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มต่อ GDP ในอัตราค่อนข้างสูง ประเทศเหล่านี้มักใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานในการใช้สำหรับการเป็นรัฐสวัสดิการโดยนำใช้จ่ายในรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคม เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มมักประเด็นด้านการเมือง ในการปรับอัตราขั้นอัตรา จึงถูกกำหนดให้ใช้เป็นรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคม เช่น การศึกษาและสาธารณสุขจะช่วยลดแรงกดดันในการเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นได้

หลักการทางภาษี ภาษีจะต้องมีความเป็นกลาง ไม่บิดเบือนการตัดสินของมนุษย์ สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม มีประเด็นถกเถียงทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับความเป็นกลางของภาษีมูลค่าเพิ่มในหลายแง่มุม ดังนี้

 

(1) ความเป็นการกลางต่อการบริโภคและการออม

นักวิชาการฝ่ายสนับสนุนระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เห็นว่าภาษีเงินได้มักมีลักษณะบิดเบือน (Distort) พฤติกรรมบริโภค (Consumption) และการออม (Saving)  โดยให้เหตุผลว่า การเก็บภาษีจากเงินได้จะมีผลกระทบต่อการออมมากกว่าการเก็บภาษีจากฐานการบริโภค เนื่องจากภาษีเงินได้จะเก็บทั้งจากเงินได้เพื่อการออม เช่น เงินเดือน ค่าจ้างแรงงาน รวมทั้งเก็บจากรายได้ที่เกิดจากเงินออม เช่น ดอกเบี้ย ส่วนต่างกำไร (Capital Gain Tax) หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากประกันสังคม ซึ่งการเก็บภาษีในลักษณะนี้ทำให้เกิดภาษีซ้อนของการออม “Double Taxation of Saving” แต่ภาษีฐานการบริโภคจะไม่มีการเก็บจากเงินออม แต่จะเก็บเฉพาะเมื่อนำเงินออมนั้นมาใช้จ่ายเท่านั้น ถึงแม้ว่าในบางประเทศเงินออมบางชนิดหรือเงินนำส่งประกันสังคมจะได้รับการยกเว้นภาษีรวมทั้งประเทศไทยซึ่งผลกระทบต่อการออมน้อยจะส่งผลดีต่อการลงทุนและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับกรณีในประเทศสำหรับเงินประกันสังคมเป็นยกเว้นภาษีซ้ำทั้งสองขา (Worldbank,2010)

 

 

 

(2) ผลต่ออุปทานแรงงาน (Labor supply)

กลุ่มผู้สนับสนุนเห็นว่าการเปลี่ยนจากภาษีเงินได้เช่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาเป็นภาษีฐานการบริโภค จะไม่ส่งผลต่อการตัดสินเลือกระหว่างทำงานหรือไม่ทำงาน เนื่องจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีลักษณะก้าวหน้าซึ่งยิ่งทำงานมากจะลดแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มเนื่องจากจะต้องเสียภาษีในขั้นที่สูงขึ้นซึ่งต่างจากภาษีฐานการบริโภคซึ่งมีลักษณะอัตราเดียวดังนั้นการใช้ภาษีฐานการบริโภคแต่ยังจะช่วยผลอัตราภาษีหน่วยสุดท้ายทำให้เพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน เช่น เห็นแย้งว่าการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเชิงลบ เช่นเดียวกับการเก็บภาษีเงินได้จากค่าจ้างแรงงาน (Payroll Tax) โดยเห็นว่าแม้ผู้สนับสนุนการใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มมักจะอ้างถึงการผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มว่ามีผลบิดเบือนต่อระบบเศรษฐกิจน้อยรวมทั้งยังช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีผลไม่แตกต่าง หากอธิบายเปรียบเทียบระหว่างภาษีมูลค่าเพิ่มกับการภาษีเงินได้ เช่น แรงงานได้รับเงิน 1 พันเหรียญสหรัฐต่อการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยเขาสามารถจะซื้อสินค้าที่มีราคา 1 พันเหรียญ ได้ หากอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ร้อยละ 10 จะทำให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นเป็นเพิ่มเป็น 1.1 พันเหรียญ ซึ่งเขาจะต้องทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพื่อให้สามารถซื้อสินค้าและบริการเท่าเดิมได้ ซึ่งมีค่าเท่ากับการเก็บภาษีที่อัตราร้อยละ 9 ของเงินได้ของเขาซึ่งจะต้องทำให้เขาทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 44 ชั่วโมงโดยผู้ที่ได้ประโยชน์คือรัฐบาลที่สามารถเก็บเงินได้เพิ่ม นอกจากการที่บุคคลซื้อสินค้าและบริการได้ลดลงย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Foster, 2011)

 

 

4.1.4 การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ประเด็นที่ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านภาษีมูลค่าเพิ่มดูเหมือนว่าจะเห็นพ้องต้องกันคือปัญหาของภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มหลายอัตรา ได้แก่ การใช้อัตราศูนย์การยกเว้นในบางสินค้า (Exemption) ทำให้เกิดความบิดเบือนในการเลือกการบริโภค เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มในกลุ่มประเทศ OECD ในแต่ละประเทศมีอัตราไม่เท่ากัน รวมทั้งมักมีอัตราพิเศษสำหรับสินค้าสินค้าจำเป็นซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเลือกจะบริโภคสินค้าที่มีการเก็บภาษีน้อยกว่า เนื่องจากต้องการแก้ปัญหาที่ว่าภาษีฐานการบริโภคหากใช้อัตราเดียวมักจะก่อให้เกิดภาษีที่มีลักษณะถดถอย แต่อย่างไรก็ตามการบิดเบือนดังกล่าวก็ไม่ได้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากภาษีฐานการบริโภค เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีสิ่งแวดล้อมอาจเป็นตัวช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกทาง Boeters et. Al (2006) ศึกษาว่าการยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในสินค้าที่บริโภคโดยผู้มีรายได้น้อยในประเทศเยอรมันว่าจะช่วยเรื่องของการกระจายรายได้หรือไม่ พบว่าการยกเว้นดังกล่าวมีผลค่อนข้างน้อยต่อการกระจายรายได้ เนื่องจากพบว่าการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มในทางธุรกิจเป็นเพียงการ Subsidize ภาคธุรกิจนั้น ๆ แต่ไม่มีผลต่อการกระจายรายได้ และเห็นว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างน้อยในนโยบายการกระจายรายได้ อย่างไรก็ตามผลการศึกษาพบว่าการลดอัตราภาษีเงินได้และการลดการสมทบเข้าประกันสังคมเพิ่ม Welfare จะมีส่วนต่อการกระจายรายได้มากกว่า รูปแบบของภาษี Wason and Nevin (2008) ศึกษาผลกระทบต่อการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในภาคการท่องเที่ยวของประเทศอังกฤษพบว่า หากอังกฤษลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวและที่พักเป็นอัตราร้อยละ 5 จะทำให้สูญเสียภาษีประมาณ 1 พันล้านปอนด์ แต่การสูญเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้รับผลตอบแทนทางอ้อมโดยการขยายฐานภาษี เพิ่มภาษีเงินได้ และการจ่ายประกันสังคม เพิ่ม 770 ล้านปอนด์ และเกิด Multiplier Effect 445 ล้านปอนด์รวมทั้งทำให้เกิดหมุนเวียนของวงจรธุรกิจในรูปของการลงทุน และการเติบโตและการขาดดุลของบัญชีเดินสะพัดในปี แรก 1.6 พันล้านปอนด์และเพิ่มขึ้นในปีถัดไป

 

 

4.1    ผลของภาษีมูลค่าเพิ่มต่อระดับราคา

 

เงินเฟ้อ

การเปลี่ยนแปลงภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ เช่นในประเทศฝรั่งเศสเคยมีมาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตามในทางทฤษฎี Shome (2001) เห็นว่า เนื่องจากเงินเฟ้อคือการทำให้ราคาสินค้ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังนั้นการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในลักษณะการเพิ่มเพียงครั้งเดียวจึงไม่ผลทำให้เกิดเงินเฟ้อ โดยภาษีมูลค่าเพิ่มมักจะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในระยะสั้น ๆ แต่จะไม่ทำให้เกิดการขึ้นของราคาสินค้าและบริการในระยะยาว 

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเงินเฟ้อทั่วไป การศึกษาตั้งแต่ประเทศส่วนใหญ่นำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ทดแทนภาษีการค้า ข้อมูลการศึกษาผลกระทบของการนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ในแต่ละประเทศ(ตารางที่ 1) ซึ่งอาจสรุปได้ว่า การนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มใช้มักมีผลต่อระดับเงินเฟ้อน้อยซึ่งอาจจะมาจากเงินเฟ้อถูกคำนวณโดยใช้ตะกร้าสินค้าที่มักมีความจำเป็นต่อชีวิตซึ่งมักได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มรวมทั้งมักถูกนำมาใช้ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเพื่อการสร้างรายได้ ทำให้อาจสรุปได้ยากว่าการนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ทำให้เกิดผลต่อระดับราคาหรือไม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางที่ 4.2 ผลกระทบจากการนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ในประเทศต่าง ๆ

ประเทศ

ปีที่นำมาใช้

ผลต่อระดับราคา

สินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม/ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการศึกษา

ไต้หวัน

2531

ระดับราคาเพิ่มขึ้นไม่รุนแรง

กิจการรัฐวิสาหกิจ  อาหาร เสื้อผ้า การขนส่งและการคมนาคม ยารักษาโรค และการศึกษา /อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศไต้หวันชะลอตัวลง และราคาพลังงานในตลาดโลกลดลงคาดการของภาวะเงินเฟ้อในปี พ.ศ.2529 จึงน้อยมาก

เกาหลีใต้

.2520

ไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพของระดับราคาอย่างเด่นชัด

สินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มถูกยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในปี พ.ศ.2521 /สภาพอากาศที่ขาดแคลนสินค้าเกษตรกรรม

เยอรมัน

2511

การเพิ่มขึ้นในระดับราคาจะเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นในอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

จัดเก็บในอัตราร้อยละ 5 สำหรับสินค้าประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตร เสื้อผ้า ในอัตราร้อยละ 10 ส่วนเนยเทียม ขนมปัง มันฝรั่ง แอปเปิ้ล เบียร์ น้ำตาล ไข่ กาแฟ และอื่นๆ ถูกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 5 สินค้าประเภทเกษตรยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในเยอรมันซึ่งทำให้ราคาเพิ่มขึ้นไม่สูงเกินไป

สวีเดน

2512

ในช่วง 8 เดือนแรกของการนำระบบภาษีมาใช้ พบว่าดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 เทียบกับการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5 ใน 4 ปีก่อนหน้านี้ผลกระทบต่อระดับราคานั้นพบว่าเกือบจะไม่เปลี่ยนแปลง

สวีเดนไม่มีการใช้การจำกัดราคาแต่อย่างใด แต่เมื่ออัตราภาษีสูงขึ้นเป็นร้อยละ 15 ในเดือนมกราคม พ.ศ.2514 /การควบคุมราคาได้มีการใช้โดยให้ราคาขึ้นได้ในอัตราที่ภาษีเพิ่มขึ้น

ไอร์แลนด์

2515

ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีผลกระทบต่อราคา

ปัจจัยทางด้านฤดูกาลส่งผลต่อต้นทุนในวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

เนเธอร์แลนด์

2512

ดัชนีราคาของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 ซึ่งมีส่วนมาจากอาหาร ขณะที่ค่าเฉลี่ยของการเพิ่มขึ้นของราคาในช่วง 4 ปีก่อนหน้านี้มีค่าประมาณร้อยละ 5 ต่อปี

สินค้าอาหารที่ยังไม่แปรรูปและน้ำมันดิบที่บริโภคในประเทศจะถูกยกเว้นภาษี/รัฐบาลของเนเธอร์แลนด์ได้มีการนำระบบการกำหนดให้ราคาคงที่มาใช้ในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2512 โดยบังคับให้อุตสาหกรรมที่ขึ้นราคาเกินควร ลดราคาลง นอกจากนี้การไม่มีต้นทุนในด้านแรงงานที่ต้องจ่ายเพิ่ม จึงไม่มีผลต่อราคา

ที่มา: ภูมิฐาน (2541) จัดทำโดยผู้วิจัย

นอกจากนี้งานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการในช่วงที่มีจะมีการเปลี่ยนอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือมีแนวโน้มว่าจะมีการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2542) ได้ศึกษาผลกระทบของการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการด้านการคลัง โดยการเปรียบเทียบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและผลดีผลเสีย พบว่ามาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่มส่งผลต่อการลดระดับของอัตราเงินเฟ้อมากที่สุดและรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนเพิ่มขึ้น การกระจายรายได้ดีขึ้นเล็กน้อย

นุชจรีย์ (2543) ได้ทำการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีต่อระดับราคาของประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในปี 2543 จากอัตราร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 7 เพื่อเป็นมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการศึกษาเป็นการประเมินผลกระทบของการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีต่อระดับราคาสินค้าโดยทั่วไป และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงระดับราคาที่มีต่อค่าใช้จ่ายในการบริโภคที่แท้จริง สำหรับการศึกษาผลที่มีต่อระดับราคาสินค้าได้ประยุกต์ใช้แบบจำลองของ Henry Arron กับตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตขนาด 16 คูณ 16 สาขาการผลิต พบว่า การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้ระดับสินค้าและบริการในทุกสาขาการผลิตลดลงในระดับที่แตกต่างกัน โดยรวมแล้วการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากอัตราร้อยละ 10.0 เป็นร้อยละ 7.0 จะทำให้ระดับอัตราราคาสินค้าโดยทั่วไปลดลงร้อยละ 2.19 สำหรับการศึกษาในส่วนที่สอง ได้ทำการศึกษาจากแบบจำลองการบริโภคที่แท้จริง ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ของมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ และรายได้ที่แท้จริงที่มีต่อค่าใช้จ่ายในการบริโภคที่แท้จริง โดยใช้วิธีทางเศรษฐมิติเพื่อประมาณค่าสัมประสิทธิ์และทดสอบความมีเสถียรภาพของแบบจำลอง พบว่า การเปลี่ยนแปลงของรายได้ที่แท้จริง และมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์มีความสัมพันธ์ในทางเดียวกับค่าใช้จ่ายในการบริโภคที่แท้จริงของภาคเอกชน ซึ่งผลการพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีต่อค่าใช้จ่ายในการบริโภคของภาคเอกชน พบว่า เมื่อระดับราคาลดลงจะทำให้มูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.19 มูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการบริโภคที่แท้จริงเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.94 ณ ราคาคงที่ ปี 2537

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (2545) ประมาณผลกระทบหากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยหากมีการเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10  ในปี 2546การเร่งปรับเพิ่มภาษีจะสามารถลดระดับการขาดดุลงบประมาณและสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีได้ดีกว่า แต่ในขณะเดียวกัน การปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าว ก็จะส่งผลกระทบในทางลบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในระยะสั้น เห็นว่าจะส่งผลในทางลบต่อจีดีพีในปีที่มีการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยในปีที่มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราการขยายตัวของจีดีพีในปีนั้น ๆ จะลดลงจากอัตราการขยายตัวในกรณีที่ไม่มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวของจีดีพี จะเริ่มกลับเข้าใกล้กรณีที่ไม่มีการปรับภาษีในช่วงปีถัด ๆ ไป กล่าวคือ หากการปรับเพิ่มภาษีเกิดขึ้นในปี 2546 (กรณีพื้นฐาน) อัตราการขยายตัวของ GDP ปี 2546 จะอยู่ที่ 3.1-3.3% เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวของ GDP ที่ 4.3-4.4% ในกรณีที่ไม่มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเลย(กรณีที่ 3) และหากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีในปี 2545 (กรณีที่ 2) อัตราการขยายตัวของ GDP ในปี 2545 ก็จะลดลงเป็น 1.4-2.4% เมื่อเทียบกับ 2.0-3.0% ของกรณีพื้นฐาน ทั้งนี้จากผลการวิเคราะห์จะเห็นได้ว่า แม้ในปีที่มีการปรับเพิ่มอัตราภาษี อัตราการขยายตัวของ GDP อาจจะลดลงทันที แต่อัตราการขยายตัวดังกล่าว ก็จะปรับตัวกลับสู่อัตราที่ใกล้เคียงกันกับกรณีอื่นๆในช่วงไม่เกิน2 ปีงบประมาณถัดไป ซึ่งสะท้อนว่า ผลกระทบจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเป็นเพียงผลในระยะสั้นเท่านั้น โดยในระยะยาวแล้ว อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ จะถูกกำหนดโดยปัจจัยพื้นฐานหลักอื่นๆ โดยเฉพาะการส่งออกและการลงทุน สำหรับผลกระทบต่อระดับการขาดดุลงบประมาณนั้น พบว่า การเร่งปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะสามารถลดระดับการขาดดุลงบประมาณได้ดีกว่า โดยในกรณีพื้นฐาน ที่ปรับเพิ่มภาษีในปี 2546 (กรณีที่ 1) การขาดดุลงบประมาณจะลดลงประมาณ 52.1, 59.7, และ 69.1 พันล้านบาทในปี 2546-2548 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับกรณีไม่ปรับเพิ่มเลย(กรณีที่ 3) สำหรับกรณีปรับเพิ่มภาษีในปี 2545 (กรณีที่ 2) นั้น พบว่า การขาดดุลงบประมาณจะลดลงได้มากกว่า คือ ประมาณ 54.6, 62.4, และ 72.1 พันล้านบาทในปี 2546-2548 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับกรณีไม่ปรับเพิ่มเลย(กรณีที่ 3) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการลดระดับการขาดดุลงบประมาณในกรณีที่มีการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในปี 45 (กรณีที่ 2) จะมากกว่าในกรณีการปรับเพิ่มภาษีในปี 46 (กรณีที่ 1) แต่ความแตกต่างก็ไม่มากนัก กล่าวคือ ประมาณ 2-3 พันล้านบาทต่อปีนอกจากนี้ จากการศึกษา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังพบว่า ทั้งการปรับเพิ่มอัตราภาษีในปี 46 (กรณีที่ 1) และการปรับในปี 2545 (กรณีที่ 2) จะส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณสมดุลได้ใกล้เคียงกัน คือในปี 2553 เมื่อเทียบกับในปี 2555 ในกรณีที่ไม่มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเลย(กรณีที่ 3)

 

 

4.2    ผลของภาษีมูลค่าเพิ่มต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

 

งานวิจัยในอดีตมักแสดงถึงผลการวิเคราะห์ว่าภาษีเงินได้เป็นภาษีที่ลดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ภาษีฐานการบริโภคเป็นภาษีที่ส่งเสริม  การพักผ่อน การสะสมทุนมนุษย์ (Accumulation of Human Capital) ส่งเสริมดุลบัญชีเดินสะพัดและการเพิ่มความสามารถการแข่งขันของภาษีระหว่างประเทศ อย่างน้อยเป็นภาษีที่มีผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจน้อย (Ruebling,1973) แต่เนื่องจากหลายประเทศมีการใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกันเพื่อส่งเสริมความสามารถในการส่งออก การพึ่งพาภาษีฐานการบริโภคมากขึ้นเนื่องจากมีข้อสมมุติฐานว่าเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาษีระหว่างประเทศ เนื่องจากในอนาคตโลกและการค้าเสรีจะทำให้การจัดเก็บภาษีจากเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะทำได้ยากขึ้นเนื่องจากคนและบริษัทจะมีการย้ายข้ามพรมแดนไปตั้งหรือดำเนินกิจการในประเทศที่มีภาษีต่ำกว่าเป็นฐาน รวมทั้งการเปลี่ยนภาษีมาเป็นฐานการบริโภคจะช่วยการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจรวมทั้งช่วยรักษาการจ้างงานอีกด้วย

 

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่มักถูกพิจารณาว่าเป็นภาษีที่มีข้อดีในการใช้สำหรับการเป็นฐานของการบริหารการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากข้อตกลงของ GATT และองค์การการค้าโลกจะทำให้ภาษีศุลกากรมีอัตราลดลงเรื่อย แต่ข้อตกลงของ GATT ได้อนุญาตให้มีการให้คืนภาษีทางอ้อมแก่ผู้ส่งออกได้ ทำให้ราคาสินค้าส่งออกเป็นราคาที่มีได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และทำให้การยอมให้สามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับสินค้านำเข้า  ผลงานวิจัยของ Keen and Lockwood (2007) ศึกษาพบว่า การได้ประโยชน์จากการใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหากประเทศคู่ค้าใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกันจะไม่ได้ผลมากนัก เนื่องจากเป็นการแข่งขันที่อยู่บนรูปแบบเดียวกัน ปัจจัยในการตัดสินใจเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น รวมทั้งหากประเทศประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะผลต่อตัดสินใจการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ประเทศที่ตัดสินใจเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ มาทดแทนได้ นอกจากนี้ประเทศที่มีลักษณะมีรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นมีแนวโน้มที่ไม่เลือกใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยสามารถสรุปได้ ดังนี้

 

 

 

 

ประไพ เหมมั่น (2543)

 

ความไหวตัวและความยืดหยุ่นของภาษีจากการบริโภค

Log-Linear Regression Model

ภาษีเพื่อการบริโภคของประเทศไทยไม่สามารถเป็นเครื่องมือที่ดีในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเนื่องจากมีทิศทางไปทางเดียวกันกับสภาวะเศรษฐกิจ

เพ็ญศรี กำเนิดสินธุ์

ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อรายรับภาษีเงินได้ของประเทศไทย

ระยะเวลา 2520-2544

Multiple Regression (OLS)

 

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวกำหนดคือ รายได้ต่อหัว ผลแทนต่อการจ้างงาน รายได้ของสถาบันการเงินและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

พจนีย์ ชมศิริ (2547)

การเปลี่ยนแปลงรายได้ภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

Multiple Regression (OLS)

TAX/GDP มีผลจาก GDP/Capitaรายได้ภาคอุตสาหกรรมต่อ GDP

ภัทริณี ศิริพละ (2549)

โครงสร้างภาษีเงินได้และปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อรายรับภาษีเงินได้ในประเทศไทย

ข้อมูลที่ใช้ปี 2520-2547 Multiple Regression (OLS)

รายได้ภาคสถาบันการเงินและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีผลต่อการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา วิกฤตเศรษฐกิจมีผลในทิศทางตรงกันข้าม

สุชาดา ชวนใช้ (2534)

ผลกระทบของการนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้แทนภาษีการค้าในประเทศไทยต่อระดับราคาสินค้าในประเทศไทย

 

ราคาสินค้าลดลงเมื่อนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้จัดเก็บแทนภาษีการค้า แต่อัตราลดลงแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า

 

4.4 สรุปทบทวนวรรณกรรม

1. ภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีลักษณะก้าวหน้าหรือถดถอยหรือไม่นั้นขึ้นกับการใช้เกณฑ์วัดว่าวัดเทียบจากฐานอะไร ช่วงเวลาที่วัด ทำให้การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะช่วยการกระจายรายได้หรือไม่นั้นต้องพิจารณามาตรการด้านการใช้จ่าย

2. ภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลต่อเงินเฟ้อระยะยาวค่อนข้างน้อยเป็นเพียงผลระยะสั้น อย่างไรก็ตามผลทางการเมืองมีผลค่อนข้างรุนแรง การเพิ่มอัตราภาษีให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นจะต้องพิจารณาผลได้ผลเสียของการหนีภาษีเป็นปัจจัยประกอบด้วย

3. ภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลการศึกษาจำนวนมากว่าช่วยส่งเสริมต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าภาษีเงินได้ รวมทั้งช่วยในเรื่องการจ้างงาน ทำให้แรงงานมีแรงจูงใจในการทำงานมากกว่าภาษีเงินได้

4. การลดหรือยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มในบางกลุ่มอุตสาหกรรมอาจสรุปไม่ได้ว่าเป็นส่วนช่วยในการกระจายรายได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามการลดหรือยกเว้นดังกล่าวเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมในกลุ่มนั้น ๆ

5. ผลการศึกษาการกระจายรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยสรุปในเบื้องต้นได้ว่ามีความเป็นภาษีก้าวหน้าหากเทียบในกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด (ขั้น 10) แต่ในกลุ่มอื่น ๆ มีผลไม่ชัดเจน แต่หากเทียบรายภาคพบว่าภาษีมูลค่าเพิ่มในภูมิภาคอื่น ยกเว้นกรุงเทพมหานคร

6. การเข้าสู่ระบบการค้าเสรีทำให้ประเทศส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มดังนั้นการนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้จะไม่ได้ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้า หรือความสามารถในการแข่งขันแต่อย่างใด แต่ความสำคัญของความสามารถในการแข่งขันจะมาจากระบบบริหารจัดการด้านภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันต่อไปในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

 

จำเริญ จิรนิธิกุล (2541), การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลกระทบของนโยบายการคลังต่อการกระจายรายได้ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2531 และปี พ.ศ. 2537”, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพมหานคร

นุชจรีย์ คนตรง (2543) : “ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีต่อระดับราคา”, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,กรุงเทพมหานคร

ภูมิฐาน รังคกูลนุวัฒน์ (2541), “ภาระภาษีและความลอยตัวของภาษีมูลค่าเพิ่ม : กรณีสินค้าเบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และสุราพิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์,กรุงเทพมหานคร

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (2545), “ปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ... ทางเลือกระหว่างเสถียรภาพทางการคลัง กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ”, K-Econ Analysis, 2 เมษายน 2545,

[http://www.kasikornresearch.com/TH/K-Econ%20Analysis/Pages/ViewSummary.aspx?docid=3428]

สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (2542) ผลกระทบของการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการทางภาษีและการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ, กรุงเทพมหานคร

Boeters, Stefan et al (2006), “Economic Effects of VAT Reform in Germany”, Discussion Paper NO.06-030, Centre for European Economic Research. Germany.

Foster, J.D (2011), “Beware of a VAT Attack on the American Economy”, WebMemo, The Heritage Foundation, NO.3092 2011.

Keen, Michael, Lockwood, Ben (2007), “The Value-Added Tax: Its Causes and Consequence” IMF working paper wp/07/183, Fiscal Affairs Department, International Monetary Fund.

Newhouse David, Zakharova, Daria (2007), “Distribution Implications of the VAT reform in the Philippines”, IMF working paper wp/07/153, Fiscal Affairs Department, International Monetary Fund.

OECD policy Brief (2006), “Reforming Personal Income Tax”, Organization for Economic co-operation and development.

Oliveira, Jesus (2001)”Economic Effect of Origin and Destination Principle for Value-Added Taxes”, Minerva Program, Institute of Brazilian Business and Public Management Issues, School of Business and Public Management, George Washington University.

Shome, Parthasarathi (1995), Tax Policy Handbook, Fiscal Affair Department, International Monetary Fund

Slintakova, Barbora, Klazar,Stanislav (2010), “Impact of Harmonization on distribution of VAT in the Czech Republic”, Prague Economic Paper

Worldbank (2010), “Reforming Tax Policy and Strengthening Indirect Taxation in Thailand”, Technical Assistance,

Wason, Graham, Nevin, Mike (2008), “The impact of Lower VAT rates on UK Visitor attractions and Accommodation”, the British Association of Leisure Parks, Piers and Attractions.

Denvil, Duncan, Klara S., Peter(2008) “Tax Progressivity and Income Inequality” Working Paper 2008-6-5, Andrew Young School of Policy Studies, Georgia State,University, PO Box 3992, Atlanta

Ruebling, Charlotte(1973) “a Value Added Tax and Factors Affecting Its Economics Impact”, Federal Reserve Bank of ST. LOUIS.

 

 

 

4.3         ผลของภาษีมูลค่าเพิ่มต่อการสร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้

 

4.1.1 การกระจายรายได้ (Income Distribution)

ผลของภาษีมูลค่าเพิ่มต่อการกระจายรายได้นั้น ในความเชื่อโดยทั่วไปมีความเห็นว่าเป็นภาษีที่มีลักษณะทดถอย (Regressive) กล่าวคือ ผู้ที่มีรายได้มากจะเสียภาษีในอัตราต่ำ ส่วนผู้มีรายได้น้อยจะเสียภาษีในอัตราสูงเนื่องจากภาระภาษีเมื่อเทียบกับรายได้แล้ว ซึ่งภาษีที่ช่วยส่งเสริมต่อการกระจายรายได้นั้นควรเป็นภาษีที่มีลักษณะเป็นภาษีที่มีลักษณะก้าวหน้าผู้มีรายได้มากเสียภาษีในอัตราที่สูงซึ่งทำให้รัฐสามารถที่จะนำเงินภาษีที่ได้มาใช้กระจายรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อยให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม

 

4.1.2 ความเป็นภาษีก้าวหน้าหรือภาษีถดถอย

การกระจายรายได้กับภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากเป็นประเด็นที่มักมีผลทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นโต้แย้งว่าภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นภาษีที่มีลักษณะถดถอย (Regressive) หรือ เป็นภาษีที่มีลักษณะก้าวหน้า (Progressive) โดยกลุ่มผู้มีความเห็นว่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่มีลักษณะก้าวหน้า มักให้เหตุผลว่า ผู้มีรายได้น้อยจะบริโภคน้อยและมักจะบริโภคสินค้าและบริการเฉพาะที่มีความจำเป็นซึ่งส่วนมากมีการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม  นอกจากนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มในบางกรณีมักมีการกำหนดระดับปริมาณมูลค่าขั้นต่ำของการเข้าสู่ระบบ

อย่างไรก็ตามการวัดความเป็น Progressivity นั้นควรจะวัดจากฐานใดนั้นก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าควรวัดจากฐานรายได้หรือควรจัดการฐานการบริโภค ซึ่งหากวัดจากฐานการบริโภคผู้ที่ใช้จ่ายมากซึ่งมีแนวโน้มว่าเป็นผู้ที่มีรายได้มาก แต่หากวัดจากรายได้ผู้มีรายได้น้อยจะเป็นผู้เสียภาษีมาก อีกทั้งระยะเวลาของเงินได้ระหว่างรายได้ระหว่างปี (Yearly Income) และ รายได้ตลอดชีวิต (Lifetime Income) ผลการศึกษาของ Slintakova and Klazar (2010) ทำการศึกษาผลกระทบของการกระจายตัวของภาษีมูลค่าเพิ่มในสาธารณรัฐเชค พบว่าการปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่มในสาธารณรัฐเชคในปี 2004 ทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มมีลักษณะถดถอยหากพิจารณาจากรายได้ประจำปีแต่หากพิจารณาในลักษณะรายได้ตลอดชีวิตจะมีลักษณะเป็นภาษีก้าวหน้า  ตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นที่ปัจจุบันการทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มทำหน้าที่เป็นภาษีที่มีความก้าวหน้ามากเช่น ในกรณีการศึกษาของ

Newhouse and Zakharova (2007) ที่ทำการศึกษาผลกระทบจากการกระจายรายได้จากการปฏิรูปโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศฟิลิปปินส์ในปี 2006 ซึ่งปรับจากอัตราร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 12 โดยใช้มาตรการด้านรายจ่ายกำหนดกลุ่มเป้าหมายแก่ผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะนำภาษีมูลค่าเพิ่มในสัดส่วนที่เก็บเพิ่มไปใช้กับโครงการด้านสังคม เช่น การศึกษา และการสาธารณสุข เพิ่มการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการบริการด้านวิชาชีพ สาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา น้ำมัน  พบว่ามาตรการของฟิลิปปินส์มีผลทำให้เกิด Progressive ในการกระจายรายได้ค่อนข้างดี

   นอกกลุ่มสนับสนุนภาษีมูลเพิ่มเป็นภาษีก้าวหน้า นั้นให้เหตุผลว่าที่ การวัดการกระจายรายได้นั้น ต้องพิจารณาด้วยว่าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้เป็นระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหลายอัตราในแต่ละสินค้าหรือมีรูปแบบการยกเว้นในสินค้าใดบ้าง และรวมถึงการใช้รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มว่านำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาแก่ผู้มีรายได้น้อยหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมดแล้วอาจจะมีความซับซ้อนเกินกว่าจะสามารถสรุปได้ เช่น การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 ในสินค้าบางชนิด เช่น อาหาร การเช่าที่อยู่อาศัย น้ำมัน พลังงาน ค่าโดยสาร โดยที่สินค้าฟุ่มเฟือยบางประเภทมีการคิดภาษีที่อัตราร้อยละ 25 ซึ่งจะทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มมีลักษณะก้าวหน้ามากขึ้น

ตารางที่ 4.1 การศึกษาผลกระทบของภาษีมูลค่าเพิ่มต่อการกระจายรายของไทยในอดีต

ผู้ศึกษา

ปี

ประเด็นในการศึกษา

ผลการวิจัย

วันทนา พณิชย์บูลย์

2520

ผลกระทบของการเก็บภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงต่อการกระจายรายได้

กลุ่มบุคคลที่มีรายได้สูงจะภาษีในสัดส่วนสูงสุดคือร้อยละ 44

เมธี ครองแก้ว

2520

ผลกระทบของระบบการคลังต่อการกระจายรายได้ปี 2506 กับ ปี 2512

ระบบภาษีอากรทำให้กระจายรายได้แย่ลงเนื่องจากรายได้รัฐส่วนใหญ่มาจากภาษีทางอ้อม แต่ระบบรายจ่ายสาธารณะทำให้การกระจายรายได้ดีขึ้นจนหักล้างกัน

สมชาย เทพทานา

2521

ผลกระทบของภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐของครอบครัวไทย ในปี 2506 2512 และ 2515-2516

ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำรับภาษีอัตราสูง นโยบายรายจ่ายจะให้ประโยชน์แก่คนจนมากกว่าคนรวย

สุภรณ์ ดำเนินสวัสดิ์

2521

การกระจายภาระภาษีการค้าต่อการกระจายรายได้ของครัวเรือนไทย

การเก็บภาษีการค้าทำให้ตกเป็นภาระที่หนักมากกับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและทำให้การกระจายรายได้แย่ลง

วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์

2526

ผลของนโยบายการคลัง ต่อการกระจายรายได้ในกรุงเทพมหานคร 2515 และ 2519

ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำรับภาษีที่แท้จริงสูงกว่าครัวเรือนที่มีรายได้สูงในปี 2516 แต่ในปี 2519 มีผลตรงข้ามกันแต่ละระบบรายจ่ายช่วยทำให้การกระจายรายได้ดีขึ้น

จำเริญ จิรนิธิกุล

2541

ผลกระทบชองนโยบายการคลังต่อการกระจายรายได้ของประเทศไทย ปี 2531 และ ปี 2537

ระบบภาษีและรายได้ของรัฐทำให้การกระจายรายได้แย่ลง แต่ผลของรายจ่ายทำให้การกระจายรายดีขึ้น

พรินดา ศรีสงค์

2549

ของภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีต่อการกระจายรายได้ในประเทศไทย

ภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาจากภาษีการค้านั้นมีส่วนช่วยบรรเทาความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ลดลงได้บ้าง ถึงแม้ว่าจะมีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ที่มา : จำเริญ (2541) และ พรินดา ศรีสงค์ (2549)

 

พรินดา ศรีสงค์ (2549) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ผลของภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีต่อการกระจายรายได้ในประเทศไทย วิธีการศึกษาใช้ข้อมูลรายได้ครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่มีการแบ่งกลุ่มรายได้กลุ่มตัวอย่างออกเป็น 10 กลุ่ม  ผลการศึกษาพบว่า อัตราการเสียภาษีที่แท้จริงระหว่างกลุ่มครัวเรือน 10 กลุ่มในภูมิภาคเดียวกันมีทิศทางไม่ชัดเจน แต่พบว่า กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุดจะมีอัตราการเสียภาษีที่แท้จริงสูงสุดเสมอ แต่กลุ่มครัวเรือนอื่นๆ มีทิศทางการเสียภาษีไม่ชัดเจน ซึ่งอาจสรุปได้ว่าอัตราการเสียภาษีที่แท้จริงเป็นแบบก้าวหน้าแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากรายได้ของแต่ละภาคมาเปรียบเทียบกัน พบว่า กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการมีอัตราการเสียภาษีที่แท้จริงสูงที่สุด และภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีอัตราการเสียภาษีที่แท้จริงต่ำที่สุด สำหรับการวิเคราะห์ผลของภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีต่อการกระจายรายได้ในประเทศไทยนั้นจากค่าสัมประสิทธิ์จินี่ (Gini Coefficient) พบว่า ในปี พ.. 2545 การกระจายรายได้ในทุกภาคและทั่วราชอาณาจักรมีลักษณะที่ดีขึ้นหรือมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น โดยสัมประสิทธิ์จินี่หลังรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วมีค่าลดลง ยกเว้น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการเท่านั้น ที่การกระจายรายได้มีลักษณะที่มีความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้น หรือสัมประสิทธิ์จินี่หลังรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วมีค่าเพิ่มขึ้น สำหรับในปี พ.. 2547 นั้นการกระจายรายได้ในทุกภาคและทั่วราชอาณาจักรมีลักษณะที่ดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงนั้นมีสัดส่วนการใช้จ่ายมากกว่ากลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำอย่างมาก ซึ่งกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงนั้นจะรับภาระภาษีมากกว่ากลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ แต่โดยภาพรวมแล้วทั้ง 2 ปีนั้นการกระจายรายได้มีลักษณะที่ดีขึ้น ซึ่งงานวิจัยสรุปว่าภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาจากภาษีการค้านั้นมีส่วนช่วยบรรเทาความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ลดลงได้บ้าง ถึงแม้ว่าจะมีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็ตาม

 

 

 

 

 

4.1.3 Trade-off ระหว่างการกระจายรายได้และการหนีภาษี

Denvil and Klara (2008) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นอัตราก้าวหน้า (Progressivity[1]) และการลดความเหลื่อมล้ำ (Income Inequality) ของกลุ่มตัวอย่าง 132 ประเทศพบว่า สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา ต้นทุนของความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นจะน้อยกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว กล่าวโดยสรุป ประเทศกำลังพัฒนามีความคุ้มค่าที่จะทำให้อัตราสูงสุดที่ลดลงและมีความเรียบง่าย โดยอาจเกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มน้อยกว่าการเพิ่มของความเหลื่อมล้ำในประเทศพัฒนาแล้ว จากเหตุข้างต้นการลดความเหลื่อมล้ำโดยการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคล การใช้ภาษีมรดก การเก็บภาษี  Capital Gain Tax อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในทางทฤษฏีทางภาษีแล้ว ภาษีในลักษณะอัตราก้าวหน้า (Progressive) กับการลดความเหลื่อมล้ำ (Income Inequality) แม้จะมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก หรือการใช้ระบบอัตราก้าวหน้าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริง แต่ในเชิงนโยบายทางภาษีต้องพิจารณาผลได้ผลเสีย (Trade-off) ระหว่างประสิทธิภาพในการบริหารการจัดเก็บภาษี (Tax Administration) และการหนีภาษี (Tax Evasion)โดยทฤษฎีแล้วประสิทธิภาพของการบริหารจัดภาษีควรเก็บภาษีให้ง่ายและมีอัตราเดียว (Flat Rate) แต่การใช้อัตราเดียวย่อมส่งผลทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาหากนโยบายทางภาษีเลือกใช้อัตราก้าวหน้าที่สูงเกินไปจะส่งผลให้เกิดการหนีภาษี (Tax Evasion) ที่มากขึ้นส่งผลต่อปัญหาโดยรวม โดยอาจพิจารณาได้ว่าประเทศที่ใช้นโยบายลดความเหลื่อมล้ำโดยใช้เพิ่มอัตราภาษีสูงสุดย่อมจะทำให้การเลี่ยงภาษีในอัตราสูงตามมา

 



[1] ในทางวิชาการการวัด Progressivity นั้นอาจทำได้ยากแต่งานวิจัยของ Denvil and Klara (2008) ใช้อัตราสูงสุดเป็น Proxy และใช้ค่าสัมประสิทธิจีนี่ เป็น Proxy สำหรับความเหลื่อมล้ำ

 

Write a comment

Comments: 0

About US

เกี่ยวผู้เขียน จริง ๆแล้ว เขาชอบใส่เสื้อกระทิงแดง ชอบเขียนเรื่องหลากหลาย ทั้งวิธีการทำอาหาร ท่องเที่ยว สอนภาษา เล่นกีตาร์ไฟฟ้า การทำสวน เขาชอบว่ายน้ำมาก เหตุที่ใส่เสื้อกระทิงแดงเพราะให้ความรู้สึกเหมือนนักท่องเที่ยว ส่วนมากได้ไปเที่ยวเพราะความบังเอิญเลย ถนัดเรื่อง ท่องเที่ยวญี่ปุ่น โซนโตเกียว  ทุกอย่างเขียนในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อคนเที่ยว แต่ขอผสมเรื่องวัฒนธรรมด้วย  

ReSOurce

TOP POST


Affiliate Disclaimer Disclosure: We are a professional review site that receives compensation from the companies whose products we review.